UFA6556-LogIn-600x200-01
ufabet ทีเด็ด บอล วันนี้ ราคา บอล

จากวันนั้นถึงวันนี้ของ “เจอร์เมน เพนแนนท์”

     เจอร์เมน เพนแนนท์ (39 ปี) กลายเป็นอีกหนึ่งอดีตนักเตะที่พังพินาศกับการใช้ชีวิตเรื่องการเงินหลังจากเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ เมื่อเขาถูกระบุว่ามีหนี้สินเกิน 1 ล้านปอนด์ และกลายเป็นบุคคลล้มละลายเรียบร้อยแล้ว

 

     รายงานจากสื่ออังกฤษระบุว่า เพนแนนท์ มีหนี้สินจากการกู้ยืมจากหลายสถาบันการเงิน และไม่ชำระหนี้ตามกำหนดนัด กลายเป็นคนมีปัญหาการเงินอย่างรุนแรง ทั้งที่เขาเคยมีเงินมากมาย และเคยมีบ้านที่มีมูลค่าถึง 3 ล้านปอนด์ แต่ด้วยการใช้ชีวิตที่ผิดทิศทางของเขามาตลอดนานนับสิบปี ทำให้ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นอดีตไปเรียบร้อย

 

     ตลอดเส้นทางอาชีพของ เจอร์เมน เพนแนนท์ ผ่านสโมสรดัง ๆ มาแล้วหลายสโมสรทั้งกับ อาร์เซนอล, เบอร์มิงแฮม, ลิเวอร์พูล, สโต๊ค หรือการเดินทางไปเล่นในสเปนกับ เรอัล ซาราโกซ่า ก่อนจะพเนจรไปอีกหลายสโมสรและเลิกเล่นในปี 2017 ตอนอายุ 34 ปี ที่ไม่เคยได้แชมป์รายการใหญ่แม้แต่รายการเดียวตลอดเส้นทางอาชีพ แต่ก็เคยลงสนามในเกมรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก มาแล้วในปี 2007 กับลิเวอร์พูล ในเกมที่พวกเขาพ่าย เอซี มิลาน 2-1 ในเกมนั้น ที่อาจจะเรียกว่าความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง

 

     วันนี้ผู้เขียนขอย้อนวันเวลาช่วงหนึ่งกับบทสัมภาษณ์ของเขาที่เคยกล่าวกับสื่อในอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ โดยเฉพาะในช่วงการเล่นกับ อาร์เซนอล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่มองภายนอกแล้ว คือความสวยงามของเส้นทางอาชีพสำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย อย่างน้อยก็สำหรับในความคิดของตัวเขาเอง

จุดเริ่มต้นด้วยรอยร้าวในเรื่องของ “ครอบครัว”

     เพนแนนท์ เติบโตในครอบครัวที่คุณแม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาอยู่กับพ่อมาตั้งแต่อายุสามขวบ เขาต้องย้ายบ้านหลายต่อหลายครั้ง และต้องไปอยู่กับผู้หญิงหลายต่อหลายคนในบ้านที่พ่อย้ายไป โดยที่เขามีพี่น้องรวมตัวเขา 4 คน ซึ่งเกิดจากแม่คนละคน ดังนั้นทุกครั้งที่มีปัญหาทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะเป็นพ่อ และตัวของเขาเสมอ

 

     “ผมไม่เคยมีแม่ตั้งแต่ผมจำความได้ แต่ผมมีพ่อที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่กับผม และผมคิดว่าปัญหาของผมเกินครึ่งในช่วงวัยรุ่นมาจากประเด็นนี้”

 

     ในปี 1999 ชื่อของ เพนแนนท์ โด่งดังสุด ๆ กับการที่อาร์เซนอล เซ็นสัญญากับนักเตะวัยเพียง 15 ปีจากสโมสร นอตต์ เคาน์ตี้ สโมสรในเมืองนอตติ้งแฮม บ้านเกิดของนักเตะด้วยค่าตัวถึง 2 ล้านปอนด์ และนั่นทำให้ เพนแนนท์ จากดาวรุ่งธรรมดา ๆ คนหนึ่งกลายเป็นที่สนใจจากทั่ววงการฟุตบอล ในฐานะนักเตะดาวรุ่งในมือของ อาร์แซน เวนเกอร์

 

     “ตอนที่อาร์เซนอลยื่นข้อเสนอเข้ามามันค่อนข้างช็อคมาก มันเป็นอะไรที่เรียกว่าข้ามคืนก็ว่าได้ในการตัดสินใจ ผมไม่ได้ตัดสินใจเลยด้วยซ้ำว่าผมจะย้ายหรือไม่ย้าย ไม่มีใครมาถามผมด้วยซ้ำว่าผมต้องการอะไร พ่อของผมมาที่บ้านพร้อมกับเอเยนต์ พวกเขาพาผมขึ้นรถและขับรถไปลอนดอน มันค่อนข้างน่ากังวลนะกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้น เพราะผมเพิ่งอายุ 15 ตอนนั้นผมได้รับข้อเสนอจากสเปอร์สด้วย แต่พ่อผมไม่ชอบจอร์จ เกรแฮม”

 

     “การย้ายทีมเมื่อมันเกิดขึ้น ผมได้รับความสนใจจากสื่อมากมายแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ผมกลับรู้สึกเหงา และคิดถึงบ้าน ผมคิดถึงชีวิตที่นอตติ้งแฮม เพราะในลอนดอนผมไม่มีเพื่อนเลย ผมเจอกับคนแปลกหน้ามากมาย แม้จะพยายามทำตัวปกติ แต่ผมก็รู้สึกตลอดว่าผมมีปัญหามาก”

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

     ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชีวิตของเราทุกคนต่างอยู่ด้วยการสื่อสารกันผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่สะดวกที่สุดแล้วในเวลานั้น เรื่องของสังคมออนไลน์คือเรื่องที่ยังมาไม่ถึงในยุคนั้น ดังนั้นนักฟุตบอลในช่วงเวลานั้นหลายคน เรามักจะได้ยินเรื่องของการหนีเที่ยว หรือว่าการทำอะไรห่าม ๆ มากมาย เพนแนนท์ ผู้ซึ่งทั้งยังวัยรุ่นที่ไม่มีเพื่อนสนิทนอกสนาม และคนคอยดูแล เขาเริ่มติดเที่ยว เข้าสังคมกลางคืน

 

     สิ่งที่ได้รับตามมาหลังจากนั้นคือการถูกลงโทษเป็นการภายในจากสโมสร และปัญหาของเขายิ่งตอกย้ำมากกว่าเดิมเมื่อเขาโดนส่งกลับบ้านจากทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ด้วยเหตุผลการมาสายหลายชั่วโมง ซึ่งในเรื่องหลัง อาร์แซน เวนเกอร์ ถึงกับออกมาตำหนิและตักเตือนถึงพฤติกรรมของเขา

 

     “มันน่าผิดหวังสำหรับผมกับการที่เขาโดนส่งกลับบ้าน เขาก่อความผิดพลาดและโดนลงโทษ เขายังจะมีอนาคตกับสโมสรอยู่ไหม…มันขึ้นกับทัศนคติของเขา ถ้าเขาได้รับโอกาสลงเล่นนั่นหมายถึงเขาเหมาะสมจะได้รับมัน ถ้าเขามีทัศนคติเกี่ยวกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ถูกต้อง มันก็เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น”

 

     อย่างไรก็ตาม เพนแนนท์ ได้รับโอกาสในการลงเล่นทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในฐานะตัวจริง ในเกมที่เปิดบ้านพบกับ เซาธ์แธมป์ตันในวันที่ 7 พฤษภาคม 2003 ที่เขายอมรับว่าคืนก่อนหน้านั้นเขายังอยู่ในปาร์ตี้ และเมาเละ ก่อนลงสนามแถมลงไปยิงแฮตทริกได้อีกด้วย

 

     “ผมออกไปเที่ยวก่อนวันแข่งหนึ่งวัน และก็เมาเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง เพราะคิดว่าตัวเองยังไงก็คงไม่ได้เล่นอยู่แล้ว ผมไม่เคยลงตัวจริงให้อาร์เซนอลเลยสักครั้ง ผมคิดว่ามันจะมีอะไรให้ผมได้ลงเล่นได้ เพราะในชื่อคนจะลงเล่นในเกมนั้นมีทั้ง โรแบร์ ปิแรส, เฟดริก ลุงเบิร์ก และ เรย์ พาร์เลอร์ ซึ่งตำแหน่งเดียวกับผม เต็มที่ผมคงแค่ตัวสำรอง ผมไปปาร์ตี้จนถึง 6 โมงเช้า และก็ออกไปแข่ง ผมตกใจมากว่าตัวเองมีชื่อตัวจริงในเกมนั้น ผมค่อนข้างเมาค้างอยู่พอสมควร ตอนที่วิ่งไปในสนาม แต่กลับยิงประตูได้ ผมไม่คิดว่าจะยิงได้ มันโล่งใจ และผมก็บอกตัวเองว่า โอเค ยิงได้แล้ว ผมอยากออกจากสนามแล้ว ได้โปรดเถอะ อาร์แซน ผมรู้สึกป่วยมาก เมาค้าง และค่อนข้างปวดท้อง ที่สำคัญมันมีกลิ่นเหล้าจาง ๆ อยู่ในลมหายใจผมด้วย การยิงแฮตทริคได้ มันคือสิ่งที่พิสูจน์ว่าผมมีความสามารถ แต่ก็ต้องบอกว่าการที่มี เธียร์รี่ อองรี และ ปาทริค วิเอร่า ในสนามมันก็ช่วยเหลือผมได้เยอะ เกมนั้นคือเกมแรกของอาร์เซนอลในการทำสถิติไม่แพ้ใคร 49 เกม แต่เกมต่อมาซึ่งเป็นเกมสุดท้ายของฤดูกาล ผมก็ไม่ได้ลงเล่นอีก ผมก็เริ่มคิดว่ามันไม่ถูกต้อง ทั้งที่ผมเพิ่งยิงแฮตทริคมาได้ ผมหงุดหงิด และเริ่มไม่ใส่ใจกับเกม”

ช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของเขา

     สุดท้ายในฤดูกาล 2003-2004 เขาถูกส่งตัวไปให้ลีดส์ ยูไนเต็ด ยืมตัวในฤดูกาลต่อมา และปีต่อมาก็ยืมต่อไปเล่นที่ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และย้ายไปเล่นที่นั่นอย่างถาวร เพนแนนท์ ลงเล่นกับอาร์เซนอลเพียง 12 เกมตลอดระยะเวลา 6 ปีกับสโมสรอาร์เซนอล ทำได้ 3 ประตูในทีมชุดใหญ่ ซึ่งก็มาจากเกมกับเซาธ์แธมป์ตันเกมนั้นเพียงเกมเดียว

 

     กับเบอร์มิงแฮม เขาทำผลงานได้ดีจนถูกลิเวอร์พูลซื้อตัวไปร่วมงานด้วยในเวลาต่อมา แน่นอนกับ อาร์เซนอล มันคือความล้มเหลวกับการลงทุน ในขณะที่ เพนแนนท์ ก็คิดไม่ได้ต่างกัน เมื่อมองย้อนกลับไปในวันเวลานั้น วันที่เขาคือดาวรุ่งวัย 22 ปี ตอนออกจากสโมสรปืนใหญ่

 

     “ผมไม่ได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่สักที ผมย้ายมาตอนอายุ 15 ผมถูกบอกว่าผมคือ “วันเดอร์ คิด” และผมทำได้ดีในทีมเยาวชน ทีมได้แชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ แต่ผมก็ยังไม่ได้รับโอกาส เมื่อมันเป็นเช่นนั้น สมาธิ และความมุ่งมั่นของผมก็ลดลง ผมทำตัวเองด้วยให้มันเป็นแบบนั้น ผมไม่มุ่งมั่นมากพอ ผมคิดแค่ว่าตัวเองแค่อยากสนุกกับชีวิต และไม่ได้ไปในเส้นทางที่ควรจะเป็น ผมย้ายมาเล่นกับทีมเร็วเกินไป ในเวลานั้นสำหรับนักเตะเยาวชนสักคนจะได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่มันยากมาก ซึ่งหากเป็นในยุคนี้มันอาจจะต่างออกไป แต่ผมก็ภูมิใจนะที่ได้ลงซ้อมกับทีมชุดนั้น”

 

     “แพท ไรซ์ (อดีตมือขวาของอาร์แซน เวนเกอร์) บอกกับเอเยนต์ของผมเกี่ยวกับการที่ผมไม่ได้รับโอกาสต่อเนื่องในทีมชุดใหญ่ มันเกี่ยวกับทัศนคติการเล่นของผม ผมไม่เคยเข้าใจและยอมรับมัน ผมเคยกระทั่งหลังจากย้ายออกจากทีมไปและทำได้ดีกับสโมสรอื่น ๆ และได้ลงเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศผมเคยพูดกับเอเยนต์ว่า ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าแพท ไรซ์ จะดูอยู่ไหม และตอนผมเล่นกับสโต๊ค ผมยิงได้ในเกมเอาชนะอาร์เซนอล 3-1 ผมเดินผ่านซุ้มมานั่งสำรอง และมองหาเขา แต่เขาก้มหน้าไม่ได้มองขึ้นมา”

 

     เพนแนนท์ มีช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของเขาในการเล่นกับ ลิเวอร์พูล ที่จ่ายค่าตัวของเขาแพงที่สุดตลอดเส้นทางอาชีพ แต่ก็มีช่วงเวลาที่ดี และแย่สลับไปมาจนกระทั่งหมดสัญญากับทีมในปี 2009 หลังจากนั้นเส้นทางของเขาก็ไม่ไปถึงจุดนั้นอีกเลย เขามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของวินัย และการทะเลาะกับโค้ชของทีมที่ไปร่วมงานด้วย หนักข้อที่สุดก็เคยผ่านชีวิตในคุกมาแล้วที่เขายอมรับว่าถึงวันนี้เขายังไม่เคยลืมหมายเลขนักโทษของตนเองได้เลย เพราะถูกเรียกขานเช็คชื่ออยู่ในทุกวันตลอดชีวิตในนั้น

เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าเสียดาย

     ช่วงเวลานับจากปี 2009 เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปี 2017 เป็นช่วงเวลา 8 ปี ที่เขาย้ายทีมถึง 9 สโมสร แม้กระทั่งเคยเป็นข่าวกับสโมสรในไทยลีกอย่าง เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็เคยมาแล้วจนกระทั่งเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ

 

     เขาไม่ได้มีอะไรให้เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา แม้ว่าหลายต่อหลายครั้งมันจะเต็มไปด้วยข่าวฉาว ข่าวในแง่ลบ หรือว่าเรื่องราวเกี่ยวกับการนอกลู่นอกทางของเขา แต่สิ่งที่เขากลับบอกว่าอยากกลับไปแก้ไขที่สุดคือการจะเลือกอยู่กับ นอตต์ เคาน์ตี้ สโมสรแรกของตนเองให้นานกว่านี้ มากกว่าจะย้ายมาเล่นกับอาร์เซนอลด้วยอายุแค่ 15 ปีอย่างที่มันเกิดขึ้น

 

     “หากแก้ไขได้ผมอยากเลือกการอยู่กับ นอตต์ เคาน์ตี้ ให้นานกว่านี้ ผมได้เล่นกับทีมชุดใหญ่แล้วตอนอายุ 15 ถ้าผมได้ลงเล่นมากกว่านั้นต่อเนื่องกว่านั้น และได้ทำงานร่วมกับ แซม อัลลาไดซ์ ต่อไป ผมคิดว่าผมจะสามารถยกระดับตัวเองพัฒนาได้มากขึ้นในระยะยาวมากกว่าที่ออกมา”

 

     เพนแนนท์ ไม่ต่างจากวัยรุ่นคนหนึ่งที่ขาด “ผู้ชี้แนะ” ที่ดีในการใช้ชีวิตของตัวเขาในช่วงวัยรุ่น ที่ต้องมองตั้งแต่สถาบันครอบครัวจากกที่เขาไม่มีแม่คอยดูแล และพ่อซึ่งใช้ชีวิตเสเพลที่ทำให้เขาไม่ได้รับในสิ่งที่เขาควรจะได้รับอย่างเช่น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน เนื่องจากเขาต้องย้ายบ้านบ่อยครั้ง แม้ว่าเส้นทางฟุตบอลจะนำพาเขาไปสู่ “อนาคตที่ดีขึ้น” แต่เมื่อมันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ สู่สโมสรใหญ่ที่นำมาซึ่งชื่อเสียง เงินทอง และการได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างรวดเร็ว และเมื่อเขาเลือกเดินทางผิดไปแล้วหนึ่งก้าว เขาถูกว่ากล่าวตักเตือน พร้อมบทลงโทษในแบบมืออาชีพ เขากลับยังคงมีปัญหาซ้ำ ๆ แบบเดิมเกิดขึ้นอีก นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยว่าทำไมตลอดเส้นทางนี้เขาไม่เคยลงเล่นกับทีมไหนได้เกิน 100 เกมแม้แต่ทีมเดียว เพราะไม่มีสโมสรระดับอาชีพใดพร้อมทำงานกับผู้เล่นที่ขาดวินัย และแน่นอนทัศนคติต่อวิชาชีพของตนเองที่ไม่ถูกต้อง

 

     สุดท้ายเขาจึงกลายเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่มีชีวิตที่รุ่งเรืองในช่วงเวลาสั้น ๆ กว่าที่ควรจะเป็น แต่เขากลายเป็นผู้ที่ล้มเหลวในชีวิตจริง เมื่อสุดท้ายแล้วสิ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์ และพรแสวง” ในอาชีพนักเตะที่สร้างรายได้มากมายกับเขากลายเป็นอดีต กลับกลายเป็นไม่เหลืออะไรให้ต่อยอดไว้ใช้ในบั้นปลาย เพราะการใช้ชีวิตที่ผิดพลาด และทัศนคติของเขาเองทั้งสิ้น แม้ว่าจากจุดเริ่มต้นของชีวิตมันอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่เขาหวังไว้ก็ตาม

 

เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าเสียดาย…น่าเสียดายโอกาสที่ได้มาเหลือเกิน

Ads ทีเด็ด บอล เต็ง วันนี้ ฟุตบอล วันนี้